หน้าหลัก > บทความเศรษฐกิจ > บทความวิเคราะห์รายงานทางเศรษฐกิจ (ประจำเดือนพฤศจิกายน 2563)

บทความวิเคราะห์รายงานทางเศรษฐกิจ (ประจำเดือนพฤศจิกายน 2563)

บทความวิเคราะห์รายงานทางเศรษฐกิจ (ประจำเดือนพฤศจิกายน 2563)
 
          ข้อมูลเดือนกันยายน 2563 จากตารางภาวะเศรษฐกิจและการเงิน จะเห็นว่าดัชนีราคาผู้บริโภคมีค่าลดลงเล็กน้อย เพราะราคาน้ำมันเริ่มมีทิศทางที่ปรับตัวลดลงไป ในขณะที่ราคาสินค้าจำพวกอาหารสดก็มีทิศทางที่ค่อยๆ ปรับตัวลดลง ส่งผลทำให้ราคามีทิศทางที่ปรับตัวน้อยลงมาในเดือนนี้ ส่วนภาคการผลิตยังมีแนวโน้มในการปรับตัวได้ดีขึ้น เนื่องจากมีการผ่อนปรนมากขึ้นจากผลกระทบจากโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลก ทำให้ในเดือนนี้ คำสั่งซื้อมีการปรับตัวได้มากขึ้นตามภาวะของเศรษฐกิจโลก ส่งผลให้ในเดือนนี้มีการผลิตสินค้าที่ปรับตัวได้เพิ่มสูงขึ้นมา ในขณะเดียวกันดุลการค้าปรับตัวลดลงแต่ยังมีทิศทางที่เป็นบวกอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากการนำเข้ายังมีค่าที่ไม่สูงมากเท่าไรนัก จึงทำให้ไม่น่าเป็นห่วง อย่างไรก็ตามภาวะการเงินยังทรงตัวไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลง โดยปริมาณเงินฝากและเงินให้สินเชื่อมีค่าเพิ่มขึ้น เนื่องจากประชาชนได้มีการออมเพิ่มขึ้นหลังจากที่การลงทุนในประเภทอื่นๆ เริ่มมีความผันผวนเพิ่มขึ้นมา จึงส่งผลให้การออมเงินมีการขยายตัวขึ้นมา ในขณะที่การปล่อยสินเชื่อมีค่ามากขึ้น เนื่องจากความผันผวนของภาวะเศรษฐกิจทำให้ผู้ประกอบการได้ขอสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่อง ส่งผลให้การปล่อยสินเชื่อจึงมีการปรับตัวที่สูงขึ้นไป แต่อย่างไรก็ตามยังคงมีความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาหนี้เสียตามมาอีกด้วย

ตารางภาวะเศรษฐกิจและการเงิน

รายละเอียด

 มิถุนายน 63

กรกฎาคม 63

สิงหาคม 63

กันยายน 63

ดัชนีราคาผู้บริโภค

101.32

101.99

102.29

102.18

ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม

81.12

86.25

91.25

94.70

อัตราการใช้กำลังการผลิต

55.07

57.58

60.86

63.07

ดุลการค้า

2,319.60

4,112.97

5,377.83

3,204.56

ดุลบัญชีเดินสะพัด

82.40

1,867.16

3,121.96

1,314.09

เงินฝาก

15,463.23

15,557.73

15,562.30

n.a.

เงินให้สินเชื่อ

16,511.57

16,592.70

16,609.92

n.a.

ที่มา: ธนาคารแห่งประเทศไทย
                             หมายเหตุ: ดัชนีราคาผู้บริโภค มีปีฐานคือ 2558  เงินฝาก/เงินให้สินเชื่อ มีหน่วยเป็น พันล้านบาท
                                                  อัตราการใช้กำลังการผลิต มีหน่วยเป็น ร้อยละ ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม มีปีฐานคือ 2559  
                       ดุลการค้า ดุลบัญชีเดินสะพัด มีหน่วยเป็น ล้านดอลลาร์สหรัฐอเมริกา

ภาวะอสังหาริมทรัพย์ เดือนกันยายน 2563
     • ด้านอุปทาน
        - ที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จจดทะเบียนในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล เปรียบเทียบ ณ ก.ย. 62 กับ 63 มีรายละเอียดดังนี้

ปี

จำนวน(ยูนิต)

การเติบโต(%)

ณ ก.ย. 62

86,302

-22.52%

ณ ก.ย. 63

84,538

-2.04%

ที่มา: ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์

       - ประเภทที่อยู่อาศัยที่มีการจดทะเบียน ณ ก.ย. 63 เรียงตามลำดับมีรายละเอียดดังนี้

ประเภท

จำนวน(ยูนิต)

สัดส่วน(%)

อาคารชุด

45,914

54.31

บ้านเดี่ยว

22,692

26.84

ทาวน์เฮ้าส์

11,458

13.55

อาคารพาณิชย์

2,379

2.82

บ้านแฝด

2,095

2.48

รวม

84,538

100.00

ที่มา: ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์


     • ด้านอุปสงค์
        -การโอนกรรมสิทธิ์ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล เปรียบเทียบ ณ ก.ย. 62 กับ 63 มีรายละเอียดดังนี้

ปี

จำนวน(ยูนิต)

การเติบโต(%)

ณ ก.ย. 62

149,850

1.11%

ณ ก.ย. 63

137,814

-8.03%

ที่มา: ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์

       -ประเภทที่อยู่อาศัยที่มีการโอนกรรมสิทธิ์ ณ ก.ย. 63 เรียงตามลำดับมีรายละเอียดดังนี้

ประเภท

จำนวน(ยูนิต) 

สัดส่วน(%)

อาคารชุด

66,136

47.99

ทาวน์เฮ้าส์

40,703

29.53

บ้านเดี่ยว

20,065

14.56

บ้านแฝด

5,677

4.12

อาคารพาณิชย์

5,233

3.80

รวม

137,814

100.00

ที่มา: ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์

  • สินเชื่อที่อยู่อาศัยปล่อยใหม่บุคคลทั่วไปของสถาบันการเงินทั้งระบบ
    - สินเชื่อที่อยู่อาศัยปล่อยใหม่ ณ ไตรมาส 3 ปี 63 มีจำนวนทั้งสิ้น 159,737 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้น 3.10% จาก ณ ไตรมาส 3 ปี 62 ที่สามารถปล่อยสินเชื่อได้ 154,939 ล้านบาท
     
     
  • สินเชื่อที่อยู่อาศัยคงค้างบุคคลทั่วไปของสถาบันการเงินทั้งระบบ
    - สินเชื่อที่อยู่อาศัยคงค้างบุคคลทั่วไป ณ ไตรมาส 3 ปี 63 มีจำนวนทั้งสิ้น 4,168,983 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้น 5.72% จาก ณ ไตรมาส 3 ปี 62 ที่มียอดคงค้างทั้งสิ้นอยู่ที่ 3,943,309 ล้านบาท

     
  • อัตราดอกเบี้ยที่อยู่อาศัยบุคคลทั่วไปลอยตัวเฉลี่ยของ 6 ธนาคารใหญ่ มีรายละเอียดดังนี้

ปี 63

อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย
6 ธนาคาร

อัตราดอกเบี้ยนโยบาย ธปท.

มกราคม

5.95

1.25

กุมภาพันธ์ 5.93 1.00
มีนาคม 5.83 0.75
เมษายน 5.50 0.75
พฤษภาคม 5.28 0.50
มิถุนายน-กันยายน 5.24 0.50

ที่มา: ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์
                      หมายเหตุ: 6 ธนาคาร ประกอบ ธ.อาคารสงเคราะห์, ธ.กสิกรไทย, ธ.กรุงเทพ, 
             ธ.กรุงศรีอยุธยา, ธ.กรุงไทย และ ธ.ไทยพาณิชย์

 

สรุปภาพรวมภาวะอสังหาริมทรัพย์เดือนกันยายน 2563

          ภาพรวมของอุปทานมีการปรับตัวลดลง 2.04% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากผลกระทบจากสถานการณ์โรคระบาดโควิค-19 ส่งผลทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังเป็นไปได้อย่างช้าๆ จึงทำให้ผู้ประกอบการมีแนวโน้มที่จะชะลอการพัฒนาโครงการออกมา เพื่อรอดูสถานการณ์ให้มีความชัดเจนมากขึ้น ส่งผลให้อุปทานในตลาดมีทิศทางที่หดตัวลงมา ในขณะเดียวกันทางด้านอุปสงค์ก็มีทิศทางที่ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 8.03% เพราะกำลังซื้อของผู้บริโภคยมีแนวโน้มชะลอตัวอยู่ต่อไป ประกอบกับการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินยังมีความเข้มงวด เนื่องจากทิศทางของหนี้ด้อยคุณภาพมีการปรับตัวสูงขึ้น ทั้งนี้ที่อยู่อาศัยประเภทอาคารชุดยังมียอดการโอนกรรมสิทธิ์มากที่สุด รองลงมาคือ ทาวน์เฮ้าส์ และบ้านเดี่ยว ส่วนสินเชื่อที่อยู่อาศัยมีการขยายตัวได้เล็กน้อยตามภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ค่อยฟื้นตัว ส่งผลทำให้มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นมาที่ 3.10% ณ ไตรมาส 3 ปี 63 ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยที่อยู่อาศัยและอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยทรงตัวอยู่ที่ 5.24% และ 0.50% ตามลำดับ
 

วิเคราะห์แนวทางการลดความเหลื่อมล้ำในไทย*

                  
          ความเหลื่อมล้ำเป็นปัญหาสำคัญของประเทศไทย คือแม้เศรษฐกิจจะมีการพัฒนาที่ดีต่อเนื่องช่วง 60 ปีที่ผ่านมา แต่ความเหลื่อมล้ำในประเทศกลับมีมากขึ้นและเลวร้ายลงต่อเนื่อง ในทางเศรษฐศาสตร์ ความเหลื่อมล้ำจะมี 3 มิติหลัก คือ 
          - ความเหลื่อมล้ำในการกระจายรายได้ 
          - ความเหลื่อมล้ำในความมั่งคั่งหรือทรัพย์สิน
          - ความเหลื่อมล้ำในโอกาสของคนในสังคม เช่น โอกาสในการศึกษา โอกาสในการมีงานทำ โอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อและได้รับบริการสาธารณสุข 
          ซึ่งในกรณีของประเทศไทย ความเหลื่อมล้ำมีมากในทั้ง 3 มิติ
 
          กรณีรายได้ นิยามรายได้ในทางเศรษฐศาสตร์รวมถึงค่าจ้างแรงงาน กำไรจากการประกอบธุรกิจ รายได้จากการลงทุน และเงินโอนจากภาครัฐ เช่น เงินสวัสดิการช่วยเหลือกลุ่มประชากรที่เปราะบาง ข้อมูลล่าสุดจากการศึกษาของธนาคารแห่งประเทศไทยที่นำเสนอในการประชุมวิชาการเมื่อเร็วๆ นี้ ชี้ว่าการกระจายรายได้ของประเทศไทยมีแนวโน้มแย่ลงโดยตลอด โดยเฉพาะในช่วงตั้งแต่ปี 2503 ถึงก่อนเกิดวิกฤติต้มยำกุ้งในปี 2540หลังจากนั้นแนวโน้มการกระจายรายได้ดูดีขึ้น โดยตัวเลขสภาพัฒน์ชี้ว่าสัดส่วนรายได้ของกลุ่มที่รวยที่สุด 10% สูงกว่ากลุ่มที่จนที่สุด 10% ถึง 24.5 เท่าในปี 2545 และลดลงเหลือ 19.3 เท่าในปี 2560 ขณะที่ดัชนี GINI ที่วัดความเหลื่อมล้ำในระบบเศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้นเช่นกันในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา
 
          สำหรับนักวิชาการที่ติดตามปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย ข้อสรุปดังกล่าวค่อนข้างจะขัดกัน เพราะข้อมูลที่ใช้วิเคราะห์ดูแล้วมีจุดอ่อนมาก กล่าวคือดัชนี GINI ใช้ข้อมูลผลสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมที่จัดทำโดย สำนักงานสถิติแห่งชาติ ซึ่งตัวเลขดังกล่าวมาจากการสุ่มตัวอย่างประมาณ 43,000 ครัวเรือนทั่วประเทศ จึงเป็นไปได้มากที่ตัวเลขที่ใช้อาจไม่มีครัวเรือนที่รวยมากๆ ที่เป็นกลุ่มคนที่รวยที่สุดของประเทศรวมอยู่ในกลุ่มตัวอย่าง ทำให้ผลความเหลื่อมล้ำที่ออกมาต่ำกว่าความเป็นจริง นอกจากนี้ตัวเลขรายได้ที่ใช้ก็รวมเงินโอนจากภาครัฐ ทำให้ผลการวิเคราะห์อาจไม่สะท้อนความเหลื่อมล้ำที่ประชาชนมี ยิ่งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาประชาชนพึ่งพารัฐมาก เห็นได้จากรายจ่ายที่เป็นเงินโอนภาครัฐให้ประชาชนมีสัดส่วนกว่า 20% ของงบประมาณประจำปี
 
          ในแง่ความมั่งคั่ง ตัวเลขให้ภาพความเหลื่อมล้ำที่ต่างจากตัวเลขรายได้มาก ดังนี้
          1. ตัวเลขของธนาคาร Credit Suisse ประเมินว่ากลุ่มที่รวยที่สุด 1% เป็นเจ้าของกว่า 66% ของสินทรัพย์ทั้งหมดที่ประเทศมี ทำให้ประเทศไทยมีความเหลื่อมล้ำเป็นอันดับต้นๆ ของโลก
          2. ในการถือครองที่ดิน คนไทย 3 ล้านคนเป็นเจ้าของกว่า 80% ของที่ดินในประเทศ ขณะที่คนไทย 45 ล้านคนไม่มีที่ดินเป็นของตัวเอง
          3. ด้านเงินฝาก 0.1% ของผู้ฝากเงินในระบบธนาคารพาณิชย์เป็นเจ้าของเกือบ 50% ของเงินฝากทั้งหมด
          4. ในแง่เงินออม ธนาคารแห่งประเทศไทย ชี้ว่า 5% ของคนเกษียณมีเงินออมเพียงพอที่จะดูแลตัวเอง ขณะที่อีก 95% ดูแลตัวเองไม่ได้
          นี่คือความรุนแรงของความเหลื่อมล้ำด้านสินทรัพย์ที่ประเทศมี
 
          ในแง่ความเหลื่อมล้ำด้านโอกาส คือ การศึกษา การมีงานทำ การเข้าถึงสินเชื่อและบริการทางสาธารณสุข แนวโน้มความเหลื่อมล้ำก็ไม่ต่างจากด้านสินทรัพย์ เช่น คนรวยมีโอกาสเข้าเรียนต่อระดับปริญญาตรีสูงกว่าคนจน และคนในเขตเมืองและกรุงเทพฯ มีโอกาสมากกว่าคนในเขตชนบท ตัวอย่างเช่นตัวเลขสภาพัฒน์ชี้ว่ากลุ่มที่รวยที่สุด 10% แรกมีสัดส่วนเข้าเรียนระดับปริญญาตรีสูงถึง 65.6% ขณะที่กลุ่มคน 10% ที่จนที่สุด สัดส่วนการเข้าเรียนระดับปริญญาตรีมีเพียง 3.8%
 
          แล้วจะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำอย่างไร
 
          ในประวัติศาสตร์โลก ความเหลื่อมล้ำเป็นปัญหาของเศรษฐกิจโลกมาตลอด เป็นปัญหาที่มีคู่มากับการพัฒนาเศรษฐกิจ คือ เศรษฐกิจยิ่งโตความเหลื่อมล้ำยิ่งมีมาก จากโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจที่รายได้กลุ่มคนรวยที่ส่วนใหญ่เป็นเจ้าของทุน เจ้าของกิจการ จะขยายตัวได้มากกว่ากลุ่มคนจนที่รายได้ส่วนใหญ่คือค่าจ้างแรงงาน นอกจากนี้การใช้อำนาจการเมืองสร้างระบบ “ค่าเช่า” ที่ทำให้ตนเองทำรายได้ได้สูงกว่าการทำมาหากินตามกลไกตลาดปกติ ทั้งถูกกฎหมาย เช่น การผูกขาด และไม่ถูกกฎหมาย เช่น การทุจริตคอร์รัปชัน ยิ่งทำให้ความเหลื่อมล้ำในสังคมมีมากขึ้น
 
           ศาสตราจารย์วอลเตอร์ ชไนเดอร์ (Walter Scheidel) ในหนังสือเรื่อง The Great Leveler หรือนักปรับระดับที่ยิ่งใหญ่ ให้ข้อสังเกตว่าในประวัติศาสตร์โลกในอดีตมีเพียงปัจจัย 4 อย่าง เท่านั้นที่สามารถทำให้ความเหลื่อมล้ำลดลง ซึ่งได้ 
           1. สงคราม 
           2. การปฏิวัติทางการเมือง 
           3. รัฐล้มเหลว
           4. โรคระบาด 
           แต่ก็เป็นการลดลงเพียงชั่วคราว คือเมื่อสถานการณ์เหล่านี้จบลงและเศรษฐกิจกลับมาเริ่มต้นใหม่ ความเหลื่อมล้ำก็จะกลับมามีมากขึ้นอีกตามการพัฒนาเศรษฐกิจ ที่สำคัญปัจจุบันปัจจัยเหล่านี้ไม่มีแล้ว การแก้ไขความเหลื่อมล้ำต้องมาจากการแก้กลไกในระบบเศรษฐกิจเป็นสำคัญ
 
           ในทางเศรษฐศาสตร์มีความเชื่อว่าการกระจายรายได้ที่แย่ลงเมื่อประเทศเริ่มมีการพัฒนาจะปรับตัวดีขึ้นเมื่อเศรษฐกิจพัฒนาในระดับที่สูงขึ้น เพราะระบบเศรษฐกิจมีกลไกในระบบเองที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำพร้อมการเติบโตของเศรษฐกิจ ดังนั้นในสังคมที่ความเหลื่อมล้ำมีมากและแย่ลงต่อเนื่องอย่างเช่นประเทศไทย ชัดเจนว่ากลไกเหล่านี้ไม่ทำงาน หรือทำงานในทิศทางตรงกันข้าม อย่างไรก็ตามมีกลไกลดความเหลื่อมล้ำเหล่านี้ ได้แก่
           1. การแข่งขันและความเป็นเสรีของตลาด คือ ถ้าเศรษฐกิจยืนอยู่บนพื้นฐานของกลไกตลาดที่เน้นการแข่งขันและความเป็นเสรีของตลาด การแข่งขันจะเปิดโอกาสให้คนในสังคมสามารถแข่งขัน เพื่อสร้างฐานะและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ต่างจากเศรษฐกิจที่มีระบบผูกขาด ไม่มีการแข่งขันหรือมีการแข่งขันน้อยและไม่เป็นธรรม การจัดสรรทรัพยากรในระบบเศรษฐกิจแบบนี้ก็จะบิดเบือน ทำให้การกระจายรายได้แย่ลง
           2. ระบบภาษีต้องเป็นธรรม คือ มีอัตราภาษีก้าวหน้า ที่คนที่มีรายได้มากควรเสียภาษีมากเทียบกับคนรายได้น้อยเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ รวมถึงต้องมีภาษีที่เก็บบนฐานของทรัพย์สิน คือมีทรัพย์สินมากก็เสียภาษีมาก เช่น ภาษีที่ดิน ภาษีรายได้จากทรัพย์สิน และภาษีมรดก
           3. การเข้าถึงโอกาสทางการศึกษา การมีงานทำ การเข้าถึงสินเชื่อ บริการด้านสาธารณสุข รวมถึงการมีที่ดินเป็นของตัวเอง สิ่งเหล่านี้จะเอื้อให้คนในสังคมสามารถปรับฐานะความเป็นอยู่ของตนเองได้ เป็นสิ่งที่ภาครัฐต้องทำให้เกิดขึ้น เช่น มีการปฏิรูปที่ดิน ทุนการศึกษา การปล่อยกู้ที่ไม่เน้นหลักประกัน เป็นต้น
           4. การบังคับใช้กฎหมายที่เข้มแข็ง เพราะถ้าการบังคับใช้กฎหมายอ่อนแอ ก็จะสร้างแรงจูงใจให้คนอยากรวยโดยระบบค่าเช่า โดยการทุจริตคอร์รัปชันและการทำผิดกฎหมาย ทำให้ความเหลื่อมล้ำในประเทศยิ่งมีมากขึ้น
 
           โดยสรุปนี่คือ 4 กลไกที่นโยบายของประเทศต้องให้ความสำคัญและทำให้เกิดขึ้น ซึ่งในกรณีของประเทศไทย กลไกทั้ง 4 มีปัญหา ดังนั้นการแก้ไขความเหลื่อมล้ำในประเทศต้องเริ่มด้วยการปฏิรูปเศรษฐกิจให้กลไกลดความเหลื่อมล้ำเหล่านี้ทำงาน จึงจะเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ความเหลื่อมล้ำปรับตัวลดลงมาได้
 
 
วิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจปีหน้ายังมีความไม่แน่นอนสูง
 
 
           ในปี 2564 ปัจจัยสำคัญที่สุดของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจะขึ้นอยู่กับการมาของวัคซีนเป็นหลัก ซึ่งหากมองโลกในแง่ดีที่สุดคาดว่าการอนุมัติวัคซีนให้ใช้กับสาธารณชนได้ น่าจะเป็นไปได้ในช่วงไตรมาสแรกและคาดว่าจะมีการแจกจ่ายให้พลโลกได้ภายในไตรมาสที่สาม อย่างไรก็ตามเชื่อว่าแม้วัคซีนจะได้รับการอนุมัติแล้ว ความเชื่อมั่นของผู้คนก็จะไม่กลับมาทันทีหลังจากการอนุมัติ ดังนั้นภาคบริการและเศรษฐกิจทั่วโลกจะยังคงชะลอตัวกว่าที่เคยคิดไว้ ภาพนี้สอดคล้องกับมุมมองของ IMF ที่ปรับลดอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจทั่วโลกในปี 2564 ลดลงเหลือ 5.2% จากเดิม 5.4% โดยมองว่าเศรษฐกิจโลก ณ สิ้นปี 2564 จะอยู่ระดับเดียวกับปี 2562 โดยจีนจะเป็นประเทศใหญ่ที่เดียวที่ดึงเศรษฐกิจโลกไว้ ขณะที่ระดับเศรษฐกิจของประเทศอื่นๆ ส่วนใหญ่รวมถึงสหรัฐจะต้องชะลอตัวจนถึงปี 2565 เป็นอย่างน้อยจึงจะฟื้นตัวอย่างสมบูรณ์  ดังนั้นเศรษฐกิจในปี 2564 จะถูกจำกัด ด้วย 3 ปัจจัย อันได้แก่ 
           1. การขยายตัวจะต่ำลง โอกาสที่จะฟื้นในระดับ 4-5% เป็นไปได้ยาก โดยรูปแบบการฟื้นตัวจะคล้ายเครื่องหมายไนกี้ แต่อ่อนแอและขรุขระกว่า
           2. นโยบายเศรษฐกิจเชิงกระตุ้นจะลดลง โดยนโยบายการคลังจะเริ่มกังวลเรื่องหนี้สาธารณะและการขาดดุลงบประมาณมากขึ้น ขณะที่การเงินจะกังวลเรื่องภาวะฟองสบู่และพฤติกรรมสุ่มเสี่ยงในการลงทุน (Moral Hazard) อันเป็นผลจากนโยบายดอกเบี้ยต่ำมากขึ้น
           3. ความเสี่ยงมีมากขึ้น ทั้งการเมืองในสหรัฐ ยุโรป รวมถึงประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างจีนและสหรัฐ (โดยเฉพาะในประเด็นไต้หวัน) และภาวะภูมิอากาศผันผวนอันเป็นผลจากภาวะโลกร้อน
 
           ในส่วนของประเทศไทยดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 3 ปีนี้ แสดงให้เห็นถึงการฟื้นตัวหลังจากหดตัวรุนแรงในไตรมาสที่สองเช่น ดัชนีการลงทุนภาคเอกชน การส่งออกและรายได้เกษตรกรที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตามในไตรมาส 4 ยังคงเชื่อว่าเศรษฐกิจมีความเสี่ยงและมีแนวโน้มที่จะตกอยู่ใน “หลุมดำ” เนื่องจากปัจจัย 3 ประการ ได้แก่
           1. การปิดภาคการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่องเนื่องจากจำนวนผู้ติดเชื้อ COVID-19 เพิ่มขึ้นทั่วโลก ทำให้รัฐบาลไทยไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาในประเทศในระดับเดียวกับก่อนหน้า
           2. การสิ้นสุดการเลื่อนการชำระหนี้ “บางส่วน” แม้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะต่ออายุมาตรการพักชำระหนี้ที่ครบกำหนดไปเมื่อวันที่ 22 ต.ค. เป็นรายกรณี แต่เชื่อว่าประมาณ 10% ของผู้ที่เข้าร่วมโครงการดังกล่าวจะมีปัญหาทางการเงิน โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับภาคบริการโดยเฉพาะในด้านการท่องเที่ยว กระทบต่อรายได้และการจ้างงาน 
           3. สถานการณ์ภายในประเทศ โดยเหตุการณ์ทางการเมืองที่ไม่แน่นอน อาจทำให้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคลดลง กระทบต่อการบริโภค การลงทุนและกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระยะเวลาของสถานการณ์เป็นหลัก
 
           ภาวะปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ในไตรมาสที่ 4 นี้จะเป็นดั่ง “หลุมดำ” กระทบต่อเศรษฐกิจไทย แม้รัฐบาลและ ธปท. จะมีมาตรการในการรวมและปรับโครงสร้างหนี้ รวมถึงช่วยภาคเศรษฐกิจที่ประสบปัญหา เช่น ตลาดแรงงาน ภาคการท่องเที่ยว และการบริโภครากหญ้าผ่านโครงการต่างๆ เช่น เราเที่ยวด้วยกัน เพิ่มเงินบัตรสวัสดิการ โครงการคนละครึ่ง และช้อปดีมีคืน ก็อาจสามารถกระตุ้นการบริโภคได้ในระดับหนึ่ง แต่เชื่อว่าปัจจัยเชิงมหภาคจะมีอิทธิพลฉุดรั้งเศรษฐกิจมากกว่า ทำให้ประสิทธิภาพของมาตรการต่างๆ ลดลง ดังนั้นในปี 2564 ภูมิลักษณ์เศรษฐกิจไทยนั้นจะประกอบด้วยภาวะความแตกต่าง 3 ประการ คือ
          1. เศรษฐกิจระหว่างประเทศกับในประเทศ โดยภาวะ COVID ที่ลากยาวนั้น จะทำให้เศรษฐกิจที่พึ่งพิงต่างประเทศ เช่น การท่องเที่ยวและการส่งออกนั้น ยังถูกกดดัน ขณะที่เศรษฐกิจในประเทศ เช่น การบริโภคเอกชนและการลงทุนภาครัฐ จะฟื้นตัวได้บ้างตามมาตรการการคลัง (แต่ก็เผชิญความเสี่ยงจากเหตุการณ์ภายในประเทศหากสถานการณ์ลากยาว)
          2. ภาคการผลิตกับภาคบริการ โดยภาคบริการจะยังถูกกดดันจากการท่องเที่ยวและความกังวลของผู้บริโภค (Consumer risk-averse) ทำให้จะยังหดตัวหรือเติบโตต่ำ ขณะที่ภาคการผลิต โดยเฉพาะภาคเกษตรจะเริ่มฟื้นตัวดีขึ้น ตามความต้องการซื้อสินค้าไม่คงทน (Non-durable) ที่จะเริ่มกลับมาบ้างตามการบริโภค รวมถึงภาวะ La Nina ที่ทำให้ผลิตผลทางการเกษตรออกมาดี
          3. นโยบายการเงินและการคลัง โดยการคลังจะเห็นการอัดฉีดที่เพิ่มขึ้น ที่จะกระตุ้นอารมณ์การบริโภคต่อเนื่องได้บ้าง อย่างน้อยในครึ่งปีแรก และจากโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ที่ หวังว่าจะเพิ่มขึ้น ขณะที่นโยบายการเงินจะหันมาเป็นกองหลัง เนื่องจากคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กังวลผลข้างเคียงจากนโยบายดอกเบี้ยต่ำ  
 
          ด้วยภาพเช่นนี้ มุมมองเศรษฐกิจไทยปี 2564 จะประเมินได้ว่าระดับการเติบโตของการบริโภคจะเติบโตได้ประมาณแค่ 4% เนื่องจากถูกฉุดขึ้นจากสินค้าไม่คงทนเป็นหลักที่เติบโตได้น้อย ส่วนการเติบโตของเศรษฐกิจไทย (GDP) จะโตได้ 3% ซึ่งต่ำกว่ารูปแบบการฟื้นตัวปกติที่ควรจะเป็นอย่างน้อย 5% รวมไปถึงการฟื้นตัวของการลงทุนเอกชนและปริมาณการส่งออกสินค้าและบริการสุทธิอาจโตได้ประมาณ 2% โดยการลงทุนฟื้นตัวได้น้อย เนื่องจากผู้ประกอบการยังไม่เชื่อมั่นและกำลังการผลิตส่วนเกินยังอยู่สูง ขณะที่ปริมาณการส่งออกถูกกดดันด้วยโรค COVID ที่ยังทำให้การส่งออกและท่องเที่ยวอ่อนแอ และภาวะเงินเฟ้อที่อาจฟื้นตัวได้ในระดับ 0.6-0.7% ตามราคาน้ำมันโลกที่อาจฟื้นขึ้นมาบ้างแต่ไม่มากนัก ขณะที่ความต้องการนำเข้ายังอยู่ระดับต่ำจากการลงทุนเอกชนที่อ่อนแอ ทำให้บัญชีเดินสะพัดยังเกินดุลค่อนข้างสูง บาทยังคงแข็งค่า ซึ่งจะกดดันทำให้เงินเฟ้อต่ำกว่าที่ควรจะเป็นด้วย
 
          โดยสรุปจะเห็นได้ว่าเมื่อพิจารณาถึงภูมิทัศน์ของเศรษฐกิจโลกและของประเทศไทยในอนาคตอันใกล้จะเห็นได้ว่าภูมิทัศน์ดังกล่าวไม่เอื้อต่อการลงทุนมากนัก ดังนั้นนักลงทุนควรระมัดระวังอย่างยิ่งต่อไป

 


_______________
* แหล่งที่มาของข้อมูล : ดร.บัณฑิต นิจถาวร เศรษฐศาสตร์บัณฑิต

 

 

กลุ่มข้อมูลและวางแผนสื่อสารองค์กร
ฝ่ายสื่อสารองค์กร

บทความเศรษฐกิจ

วันที่ 20 พฤศจิกายน 2563

55 Views

BAM Mobile Application

ค้นหาทรัพย์ง่ายๆ เพียงปลายนิ้วสัมผัส

บริการฝากขาย
อสังหาฯ
ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย