หน้าหลัก > บทความเศรษฐกิจ > บทความวิเคราะห์รายงานทางเศรษฐกิจ (ประจำเดือนตุลาคม 2563)

บทความวิเคราะห์รายงานทางเศรษฐกิจ (ประจำเดือนตุลาคม 2563)

บทความวิเคราะห์รายงานทางเศรษฐกิจ (ประจำเดือนตุลาคม 2563)
 
          ข้อมูลเดือนสิงหาคม 2563 จากตารางภาวะเศรษฐกิจและการเงิน จะเห็นว่าดัชนีราคาผู้บริโภคมีค่าสูงขึ้น เพราะราคาน้ำมันมีทิศทางในการปรับตัวที่สูงขึ้น ในขณะที่ราคาสินค้าจำพวกอาหารสดก็มีทิศทางปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลทำให้ราคามีทิศทางที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาในเดือนนี้ ส่วนภาคการผลิตยังมีแนวโน้มในการปรับตัวได้ดีขึ้น เนื่องจากมีการผ่อนปรนมากขึ้นจากผลกระทบจากโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลก ทำให้ในเดือนนี้ คำสั่งซื้อมีการปรับตัวได้มากขึ้นตามภาวะของเศรษฐกิจโลก ส่งผลให้ในเดือนนี้มีการผลิตสินค้าที่ปรับตัวได้เพิ่มสูงขึ้นมา ในขณะเดียวกันดุลการค้าปรับตัวดีขึ้นและยังมีทิศทางที่เป็นบวกอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากการนำเข้ายังมีค่าที่ไม่สูงมากเท่าไรนัก จึงทำให้ไม่น่าเป็นห่วง อย่างไรก็ตามภาวะการเงินยังทรงตัวไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลง โดยปริมาณเงินฝากและเงินให้สินเชื่อมีค่าเพิ่มขึ้น เนื่องจากประชาชนได้มีการออมเพิ่มขึ้นหลังจากที่การลงทุนในประเภทอื่นๆ เริ่มมีความผันผวนเพิ่มขึ้นมา จึงส่งผลให้การออมเงินมีการขยายตัวขึ้นมา ในขณะที่การปล่อยสินเชื่อมีค่ามากขึ้น เนื่องจากความผันผวนของภาวะเศรษฐกิจทำให้ผู้ประกอบการได้ขอสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่อง ส่งผลให้การปล่อยสินเชื่อจึงมีการปรับตัวที่สูงขึ้นไป แต่อย่างไรก็ตามยังคงมีความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาหนี้เสียตามมาอีกด้วย

ตารางภาวะเศรษฐกิจและการเงิน

รายละเอียด

 พฤษภาคม 63

มิถุนายน 63

กรกฎาคม 63

สิงหาคม 63

ดัชนีราคาผู้บริโภค

99.76

101.32

101.99

102.29

ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม

77.21

81.12

86.25

90.99

อัตราการใช้กำลังการผลิต

52.34

55.07

57.58

60.69

ดุลการค้า

3,191.80

2,319.60

4,112.97

5,377.83

ดุลบัญชีเดินสะพัด

725.67

-51.22

1,735.91

2,995.65

เงินฝาก

15,516.80

15,463.23

15,557.73

n.a.

เงินให้สินเชื่อ

16,918.30

16,511.57

16,592.70

n.a.

ที่มา: ธนาคารแห่งประเทศไทย
                             หมายเหตุ: ดัชนีราคาผู้บริโภค มีปีฐานคือ 2558  เงินฝาก/เงินให้สินเชื่อ มีหน่วยเป็น พันล้านบาท
                                                  อัตราการใช้กำลังการผลิต มีหน่วยเป็น ร้อยละ ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม มีปีฐานคือ 2559  
                       ดุลการค้า ดุลบัญชีเดินสะพัด มีหน่วยเป็น ล้านดอลลาร์สหรัฐอเมริกา

ภาวะอสังหาริมทรัพย์ เดือนสิงหาคม 2563
     • ด้านอุปทาน
        - ที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จจดทะเบียนในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล เปรียบเทียบ ณ ส.ค. 62 กับ 63 มีรายละเอียดดังนี้

ปี

จำนวน(ยูนิต)

การเติบโต(%)

ณ ส.ค. 62

72,256

-23.17%

ณ ส.ค. 63

71,497

-1.05%

ที่มา: ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์

       - ประเภทที่อยู่อาศัยที่มีการจดทะเบียน ณ ส.ค. 63 เรียงตามลำดับมีรายละเอียดดังนี้

ประเภท

จำนวน(ยูนิต)

สัดส่วน(%)

อาคารชุด

36,589

51.18

บ้านเดี่ยว

19,999

27.97

ทาวน์เฮ้าส์

10,506

14.69

บ้านแฝด

2,249

3.15

อาคารพาณิชย์

2,154

3.01

รวม

71,497

100.00

ที่มา: ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์


     • ด้านอุปสงค์
        -การโอนกรรมสิทธิ์ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล เปรียบเทียบ ณ ส.ค. 62 กับ 63 มีรายละเอียดดังนี้

ปี

จำนวน(ยูนิต)

การเติบโต(%)

ณ ส.ค. 62

129,041

0.14%

ณ ส.ค. 63

119,283

-7.56%

ที่มา: ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์

       -ประเภทที่อยู่อาศัยที่มีการโอนกรรมสิทธิ์ ณ ส.ค. 63 เรียงตามลำดับมีรายละเอียดดังนี้

ประเภท

จำนวน(ยูนิต) 

สัดส่วน(%)

อาคารชุด

57,029

47.81

ทาวน์เฮ้าส์

35,483

29.75

บ้านเดี่ยว

17,353

14.55

บ้านแฝด

4,868

4.08

อาคารพาณิชย์

4,550

3.81

รวม

119,283

100.00

ที่มา: ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์

  • อัตราดอกเบี้ยที่อยู่อาศัยบุคคลทั่วไปลอยตัวเฉลี่ยของ 6 ธนาคารใหญ่ มีรายละเอียดดังนี้

ปี 63

อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย
6 ธนาคาร

อัตราดอกเบี้ยนโยบาย ธปท.

มกราคม

5.95

1.25

กุมภาพันธ์ 5.93 1.00
มีนาคม 5.83 0.75
เมษายน 5.50 0.75
พฤษภาคม 5.28 0.50
มิถุนายน-สิงหาคม 5.24 0.50

ที่มา: ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์
                      หมายเหตุ: 6 ธนาคาร ประกอบ ธ.อาคารสงเคราะห์, ธ.กสิกรไทย, ธ.กรุงเทพ, 
             ธ.กรุงศรีอยุธยา, ธ.กรุงไทย และ ธ.ไทยพาณิชย์

 

สรุปภาพรวมภาวะอสังหาริมทรัพย์เดือนสิงหาคม 2563

          ภาพรวมของอุปทานมีการปรับตัวลดลง 1.05% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากผลกระทบจากสถานการณ์โรคระบาดโควิค-19 ส่งผลทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังเป็นไปได้อย่างช้าๆ จึงทำให้ผู้ประกอบการเริ่มมีแนวโน้มที่จะชะลอการพัฒนาโครงการออกมา เพื่อรอดูสถานการณ์ให้มีความชัดเจนมากขึ้น ส่งผลให้อุปทานในตลาดมีทิศทางที่หดตัวลงมา ในขณะเดียวกันทางด้านอุปสงค์ก็มีทิศทางที่ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 7.56% เพราะกำลังซื้อของผู้บริโภคยมีแนวโน้มชะลอตัวอยู่ต่อไป ประกอบกับการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินยังมีความเข้มงวด เนื่องจากทิศทางของหนี้ด้อยคุณภาพมีการปรับตัวสูงขึ้น ทั้งนี้ที่อยู่อาศัยประเภทอาคารชุดยังมียอดการโอนกรรมสิทธิ์มากที่สุด รองลงมาคือ ทาวน์เฮ้าส์ และบ้านเดี่ยว ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยที่อยู่อาศัยและอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยทรงตัวอยู่ที่ 5.24% และ 0.50% ตามลำดับ
 

วิเคราะห์การแก้ไขเศรษฐกิจด้วยแนวทาง Compassion*

                  
          จากความรุนแรงของวิกฤติเศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก มีการพูดกันว่าวิกฤติคราวนี้จะทำให้ระบบทุนนิยมเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิม ทำให้นึกถึง อดัม สมิธ ศาสตราจารย์ภาควิชาจริยศาสตร์ มหาวิทยาลัย กลาสโกว์ (Glasglow) สก็อตแลนด์ ผู้บุกเบิกวิชาเศรษฐศาสตร์ และถือเป็นบิดาของระบบทุนนิยมเมื่อสองร้อยกว่าปีก่อน จากงานเขียนของเขาในหนังสือสองเล่ม คือ ทฤษฎีจริยศาสตร์(The Theory of Moral Sentiments) ตีพิมพ์ ปี 1759 และ An Inquiry Into the Nature and the Causes of the Wealth of Nations หรือที่เรียกสั้นๆ ว่าความมั่งคั่งของชาติ ตีพิมพ์ ปี 1776 ที่วางรากฐานให้กับระบบทุนนิยม เป็นแนวคิดที่ทรงพลังและมีอิทธิพลมาถึงปัจจุบัน ซึ่ง 3 ประเด็นหลักของระบบทุนนิยมในหนังสือทั้งสองเล่มนี้ คือ
          1. กลไกตลาดและประโยชน์ส่วนตน (self – Interest) จะขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจผ่านการแสวงหากำไร นวัตกรรม และการลงทุน นำไปสู่การสร้างรายได้และความมั่งคั่ง นี่คือ หัวใจของระบบทุนนิยม
          2. รัฐไม่ควรแทรกแซงกลไกตลาด ควรปล่อยให้ตลาดทำงานตามการตัดสินใจของผู้ร่วมตลาด นำไปสู่การจัดสรรทรัพยากรในระบบเศรษฐกิจ บทบาทรัฐควรจำกัดอยู่ที่สิ่งที่ประชาชนทำไม่ได้ เช่น การป้องกันประเทศ โครงสร้างพื้นฐาน และภาษีควรเก็บในอัตราที่ต่ำ เพื่อไม่ให้เป็นภาระต่อประชาชน
          3. ในการอยู่ร่วมกันของคนในสังคม แม้ทุกคนจะคิดแต่ประโยชน์ส่วนตนเป็นหลักในการตัดสินใจ แต่ลึกๆ แล้วจะเห็นอกเห็นใจผู้อื่น เอาใจเขามาใส่ใจเรา นำมาสู่การยับยั้งชั่งใจในการตัดสินใจและในพฤติกรรม คือ รู้ผิดรู้ถูก ทำให้สังคมอยู่ได้ มีความสุขได้
 
          ดังนั้นในความเห็นของ อดัม สมิธ ระบบทุนนิยมจะอยู่ได้ด้วย 2 คุณลักษณะ คือ  
          1. การมุ่งประโยชน์ส่วนตนที่จะขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจ 
          2. ความเห็นอกเห็นใจ หรือ Compassion ที่จะทำให้ระบบทุนนิยมอยู่ได้
 
          ช่วง 200 กว่าปีที่ผ่านมา ระบบทุนนิยมได้เติบโตมากในโลกภายใต้แนวคิดนี้ แต่น้ำหนักเกือบทั้งหมดไปอยู่ที่การสร้างความมั่งคั่งหรือ Growth โดยลืมเรื่องความเห็นอกเห็นใจ หรือ compassion เน้นแต่การสร้างการเติบโต สร้างกำไร ทำให้ระบบทุนนิยมที่ผ่านมาจึงมีปัญหามาก ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติเศรษฐกิจ ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ความขัดแย้งทางการเมืองที่มีเหตุมาจากผลผลิตของระบบทุนนิยม หรือแม้แต่สงครามที่สะท้อนการแย่งชิงทรัพยากรระหว่างประเทศ พูดได้ว่าระบบทุนนิยมที่เน้นการเติบโตได้สร้างปัญหาให้กับเศรษฐกิจโลกมาตลอด แม้จะทำให้ความกินดีอยู่ดีของประชาชนดีขึ้นอย่างที่อดัม สมิธหวัง 
 
          วิกฤติโควิด-19 คราวนี้ก็เช่นกัน สะท้อนให้เห็นถึงความอ่อนแอในหลายด้านที่ระบบทุนนิยมมี แต่คราวนี้ความอ่อนแอมีมากจนถึงจุดที่วิเคราะห์กันว่าระบบทุนนิยมอาจไปต่อไม่ได้ ถ้าไม่มีการแก้ไขอย่างจริงจังกล่าวคือ
          1. กลไกตลาดที่เน้นการเติบโตได้ทำลายทรัพยากรธรรมชาติที่โลกมีจนธรรมชาติเสียความสมดุล สร้างความเสี่ยงให้กับความเป็นอยู่ของมนุษยชาติ เห็นได้จากภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นบ่อยและรุนแรง โดยเฉพาะจากปัญหาโลกร้อน การอุบัติขึ้นของโควิด-19 ก็โยงได้กับการขาดความสมดุลของธรรมชาติ
          2. ความเหลื่อมล้ำในระบบเศรษฐกิจโลกขณะนี้รุนแรง ทั้งในระดับระหว่างประเทศและระดับประเทศ วิกฤติโควิด-19 กระทบคนรายได้น้อยจำนวนมากทั่วโลก ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ที่ไม่สามารถช่วยตัวเองได้เมื่อตกงานและไม่มีรายได้ กระทบชีวิตความเป็นอยู่ของคนจำนวนมาก
          3. รัฐได้มุ่งส่งเสริมระบบทุนนิยมให้เติบโต โดยให้แรงจูงใจต่างๆ ให้เกิดนวัตกรรมและการลงทุน แต่ละเลยความสำคัญของการสร้างหลักประกันพื้นฐานเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน ทำให้ในวิกฤติคราวนี้คนจำนวนมากเมื่อไม่มีรายได้จึงลำบากมาก เพราะไม่มีระบบประกันสังคมที่จะเป็นหลังพิงให้
 
          นี่คือความอ่อนแอของระบบทุนนิยมที่ปรากฎให้เห็นชัดจากวิกฤติคราวนี้ ดังนั้นทางออกในการแก้ไขปัญหาอาจต้องกลับไปหาแนวคิดเดิมของอดัม สมิธ คือต้องให้ความสำคัญในเรื่อง Compassion พร้อมไปกับการเติบโตของเศรษฐกิจ และในภาวะปัจจุบันที่คนจำนวนมากกำลังเดือดร้อน การแก้ปัญหาจึงต้องมุ่งไปที่ Compassion หรือ ช่วยเหลือคนที่เดือดร้อนก่อน เพราะถ้ามาตรการแก้ปัญหายังเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจในโครงสร้างที่คนส่วนใหญ่ขณะนี้ไม่มีรายได้ ไม่มีงานทำ ความเป็นไปได้ที่ความเป็นอยู่ของคนส่วนใหญ่จะดีขึ้นก็อาจต่ำมาก เพราะโอกาสที่การกระตุ้นเศรษฐกิจจะนำไปสู่การเติบโตของเศรษฐกิจที่ทำให้รายได้ของทุกคนดีขึ้นนั้น อาจมีน้อยมาก
 
          ด้วยเหตุนี้สิ่งที่ต้องทำ คือ กลับไปหาแนวคิดเดิมของอดัม สมิธ ที่การเติบโตจะต้องมาคู่กับความเห็นอกเห็นใจเริ่มโดยการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่มุ่งช่วยเหลือคนในสังคมที่เดือดร้อนขณะนี้ก่อน เพื่อให้ฐานกำลังของเศรษฐกิจซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศอยู่ได้ ไม่ใช่กระตุ้นเศรษฐกิจเป็นการทั่วไปและหวังให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจกลับมาช่วยเหลือคนเหล่านี้ ซึ่งสิ่งที่ทำได้และควรทำ คือ
 
          1. ทำสำมะโนประชากรทั่วประเทศฉบับย่ออย่างเร่งด่วน เพื่อให้รัฐมีข้อมูลที่ถูกต้องว่าคนที่กำลังเดือดร้อนจริงๆ ขณะนี้มีใครบ้าง จำนวนเท่าไร อยู่ที่ไหน คนตกงานมีเท่าไร กลุ่มผู้ที่เปราะบางมีเท่าไร และถึงขณะนี้คนเหล่านี้ได้รับความช่วยเหลืออะไรบ้าง รวมถึงผู้ประกอบการที่ต้องปิดกิจการแต่อยากทำมาหากินต่อว่ามีเท่าไร และต้องการความช่วยเหลือประเภทไหน ข้อมูลเหล่านี้สามารถจัดเก็บได้เร็วด้วยดิจิทัลเทคโนโลยีที่มีในปัจจุบัน เป็นข้อมูลสำคัญที่จะนำไปสู่การวางนโยบายช่วยเหลือที่ตรงเป้าและมีประสิทธิภาพ
 
          2. ภาคธุรกิจที่ไปได้ในวิกฤติคราวนี้ต้องยื่นมือมากขึ้น ต้องมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือ ทั้งในแง่การจ้างงาน การช่วยเหลือเรื่องการปรับทักษะแรงงาน รวมถึงช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง ผ่านการบริจาค การตั้งโรงทาน  ที่จะช่วยผู้ยากไร้และเด็กที่อดยากให้มีอาหารทาน ประคับประคองคนในสังคมที่อ่อนแอให้ผ่านจุดรุนแรงของวิกฤติคราวนี้ไปให้ได้ เพื่อรักษาไว้ซึ่งฐานกำลังของเศรษฐกิจ
 
          3. เมื่อเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว รัฐก็ต้องปรับน้ำหนักนโยบายให้มีความสมดุลย์ในทั้ง 2 เรื่องที่อดัม สมิธพูดถึง คือ การเติบโตและความเห็นอกเห็นใจ ซึ่งก็หมายถึงประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ ภายใต้หลักการที่ตลาดมีการแข่งขันอย่างเสรี ลดบทบาทภาครัฐในระบบเศรษฐกิจ มีมาตรการที่ลดความเหลื่อมล้ำ และให้โอกาสคนในสังคมมากขึ้น ทั้งนี้ก็เพื่อให้การเติบโตของเศรษฐกิจเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม และลดปัญหาที่ระบบทุนนิยมมี
 
          โดยสรุปจะเห็นได้ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นความสัมพันธ์ใหม่ในระบบเศรษฐกิจที่ต้องมีในโลกหลังโควิด-19 ทั้งเพื่อแก้ไขปัญหาที่มีอยู่ และเพื่อการเติบโตของเศรษฐกิจที่ทุกคนจะได้ประโยชน์ในอนาคตได้เป็นอย่างดี
 
 
วิเคราะห์แนวโน้มปัจจัยเสี่ยงในการลงทุนไตรมาสสุดท้ายของปีนี้
 
          หากพิจารณาภาพเศรษฐกิจการลงทุนในไตรมาส 3 ในภาพรวม จะเห็นว่าเป็นไปดังนักวิเคราะห์หลายฝ่ายคาด กล่าวคือ เศรษฐกิจฟื้นตัวขึ้นหลังจากหดตัวแทบจะต่ำที่สุดในไตรมาส 2 ขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นทั่วโลกก็เริ่มฟื้นตัวขึ้น ทำให้หลายตลาดโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาและเอเชียเหนือกลับมาสูงเกินปลายปีที่แล้วอีกครั้ง แต่การฟื้นตัวก็เริ่มจำกัดและเห็นสัญญาณย่อลงในบางตลาด ในขณะที่ด้านผลตอบแทนพันธบัตรยังทรงตัวในระดับต่ำ แต่สินทรัพย์ทางเลือกที่เป็นหลุมหลบภัยอย่างทองคำและโลหะเงินกลับยังคงอยู่ในระดับสูง ขณะที่เงินดอลลาร์กลับอยู่ในระดับที่อ่อนตัว ทั้งนี้มองว่าการฟื้นตัวที่เริ่มจำกัดของตลาดเงินตลาดทุนเกิดจาก 3 สาเหตุสำคัญ คือ
 
          1. ตัวเลขเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวต่อเนื่องทั้งยอดค้าปลีกในสหรัฐอเมริกา ตัวเลขเงินเฟ้อในสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ ยอดค้าปลีกและตัวเลขเศรษฐกิจอื่นๆ ของจีน ขณะที่ยอดขอรับสวัสดิการว่างงานสหรัฐอเมริกามีจำนวนต่ำกว่าตลาดคาดเล็กน้อย ทั้งหมดบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจโลกมีสัญญาณฟื้นตัวต่อเนื่อง แต่หากพิจารณาในเชิงโมเมนตัมจะเห็นว่าการฟื้นตัวชะลอลง บ่งชี้ว่าเป็นผลมาจากความต้องการที่ชะลอช่วงปิดเมือง (Pend-up demand) ลดลง
 
          2. มาตรการการเงินการคลังยังคงผ่อนคลายต่อเนื่อง แต่ชะลอลง โดยผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (Fed) เป็นไปตามที่ตลาดคาด โดยได้ส่งสัญญาณว่าจะยังคงดอกเบี้ยต่ำไปจนถึง 2023 เป็นอย่างน้อย ตามการเปลี่ยนนโยบายเป้าหมายเงินเฟ้อที่ยอมให้เงินเฟ้อเพิ่มเกินเป้าหมาย (Overshoot) ได้ อย่างไรก็ตามการที่ Fed ไม่ได้ส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มขึ้น ทำให้นักลงทุนบางส่วนผิดหวังและลดระดับการลงทุนลง
 
          3. เหตุการณ์ต่างๆ ไม่แน่นอนมากขึ้น โดยเฉพาะการเลือกตั้งในสหรัฐอเมริกาที่เริ่มมีความกังวลว่าผลการเลือกตั้งอาจสูสีกันเกินไปจนยากที่จะหาผู้ชนะ หลังจากที่คะแนนนิยมของประธานาธิบดีทรัมป์กลับมาเพิ่มขึ้นมาก ขณะที่ทรัมป์ส่งสัญญาณว่าอาจไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งหากตัวเขาเองพ่ายแพ้
 
          ในระยะต่อไปมองเห็นว่าภาพเศรษฐกิจและการลงทุนโลกในระยะต่อไปน่ากังวลมากขึ้นจาก 3 ปัจจัยเสี่ยง อันได้แก่
 
          1. ตัวเลขเศรษฐกิจที่อาจมีสัญญาณชะลอลงจากความเสี่ยงจากการติดเชื้อรอบ 2 ในหลายประเทศทั่วโลก โดยในปัจจุบันจำนวนผู้ติดเชื้อทั่วโลกเกิน 30 ล้านคนแล้ว ขณะที่จำนวนผู้ติดเชื้อใหม่ขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ประมาณ 3 แสนคนต่อวัน โดยกลุ่มประเทศที่จำนวนผู้ป่วยใหม่ต่อวันเพิ่มขึ้นต่อเนื่องได้แก่ ตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย (โดยเฉพาะอินเดีย อินโดนีเซีย และในเอเชียอาคเนย์) ที่รวมแล้วเพิ่มขึ้นวันละประมาณ 1 แสนคน ละตินอเมริกาที่ 6 หมื่นคน และยุโรปตะวันตกที่ 3 หมื่นคนต่อวัน ทั้งนี้หากอุณหภูมิเริ่มกลับมาหนาวขึ้น โอกาสที่จะมีผู้ติดเชื้อรอบใหม่จะยิ่งมีมากขึ้น ทำให้การปิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจมีมากขึ้น โดยเฉพาะกิจกรรมสันทนาการต่างๆ ซึ่งจะยิ่งทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวลง
 
          2. นโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาที่อาจจะตึงตัวมากขึ้น หากนายโจ ไบเดน ได้รับเลือกตั้งเข้ามาเป็นประธานาธิบดี และมีแผนจะขาดดุลการคลังมากขึ้น ทำให้ต้องขึ้นภาษีนิติบุคคลจากอัตราสูงสุด 21% เป็น 28% ขึ้นภาษีบุคคลธรรมดาจาก 37% เป็น 39.6% และเก็บภาษีความมั่งคั่ง ซึ่งนโยบายเศรษฐกิจที่ถูกคาดว่าจะตึงตัวขึ้น จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการลงทุนก่อนล่วงหน้า
 
          3. เหตุการณ์ต่างๆ มีความไม่แน่นอนเพิ่มมากขึ้น ทั้งการเลือกตั้งในสหรัฐอเมริกาที่อาจนำมาสู่ความแข็งกร้าวกับจีนที่รุนแรงขึ้นหากทรัมป์ได้รับเลือกตั้ง การเจรจา Brexit ในอังกฤษที่รัฐบาลจอห์นสันให้ไปใช้กลยุทธ์ที่แข็งกร้าวกับสหภาพยุโรปมากขึ้น หรือแม้แต่การแก้รัฐธรรมนูญและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของไทยก็ตาม
 
          ในส่วนของไทย ความเสี่ยงเศรษฐกิจที่มีมากขึ้นจะมีผลมาจาก 3 ปัจจัย อันได้แก่
          1. จำนวนผู้ติดเชื้อ COVID-19 ทั่วโลกที่กลับมามากขึ้น ทำให้รัฐบาลไม่สามารถเปิดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าในประเทศได้ในปีนี้ ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวในปีนี้อยู่ที่ 6.7 ล้านคน (เท่ากับ 4 เดือนแรกของปี) และทำให้รายได้จากการท่องเที่ยวอยู่ที่ 3.3 แสนล้านบาทต่อปี หดตัว 83% จากปีที่แล้ว
          2. การที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ไม่ต่ออายุมาตรการพักชำระหนี้ของธุรกิจ SMEs ที่ปัจจุบันมีมูลค่ารวม 7.2 ล้านล้านบาท หรือ 12.5 ล้านบัญชี จะทำให้ลูกหนี้ส่วนหนึ่งที่ไม่มีความสามารถในการชำระหนี้ได้ต้องกลายเป็นหนี้สูญและปิดกิจการไป ทำให้สัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้สูงขึ้น
          3. จากปัจจัยทั้งสองข้างต้น จะทำให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับภาคบริการ โดยเฉพาะการท่องเที่ยวและเดินทางต้องปิดกิจการมากขึ้น ทำให้อัตราว่างงานมากขึ้น โดยคาดว่าอัตราว่างงานในปีนี้จะปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 3.4% หรือประมาณ 1.4 ล้านคน จาก 1.95% หรือ 7.5 แสนคน ในไตรมาสที่ 2 และจะกระทบต่อกำลังซื้อและเศรษฐกิจโดยรวมในไตรมาสที่ 4 เป็นหลัก 
 
          โดยสรุปจะเห็นได้ว่าภาวะเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4 จะเป็นลบต่อการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง โดยในส่วนของไทย แม้รัฐบาลและ ธปท. จะมีมาตรการในการรวมและปรับโครงสร้างหนี้ รวมถึงช่วยภาคเศรษฐกิจที่ประสบปัญหา เช่น ตลาดแรงงาน ภาคการท่องเที่ยว และการบริโภครากหญ้าผ่านโครงการต่างๆ แต่เชื่อว่าปัจจัยเชิงมหภาคจะมีอิทธิพลฉุดรั้งเศรษฐกิจมากกว่า ทำให้ประสิทธิภาพของมาตรการต่างๆ ลดลง ดังนั้นนักลงทุนจะต้องเพิ่มความระมัดระวังในการลงทุนมากขึ้น โดยอาจเลือกลงทุนในหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี ลดการลงทุนในตลาดหุ้นไทยที่มีความเสี่ยงสูง และยังคงลงทุนในทองคำเพื่อประกันความเสี่ยงที่จะมีมากขึ้นในระยะต่อไป

 


_______________
* แหล่งที่มาของข้อมูล : ดร.บัณฑิต นิจถาวร เศรษฐศาสตร์บัณฑิต

 

 

กลุ่มข้อมูลและวางแผนสื่อสารองค์กร
ฝ่ายสื่อสารองค์กร

บทความเศรษฐกิจ

วันที่ 22 ตุลาคม 2563

175 Views

BAM Mobile Application

ค้นหาทรัพย์ง่ายๆ เพียงปลายนิ้วสัมผัส

บริการฝากขาย
อสังหาฯ
ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย