หน้าหลัก > บทความเศรษฐกิจ > บทความวิเคราะห์รายงานทางเศรษฐกิจ (ประจำเดือนกันยายน 2563)

บทความวิเคราะห์รายงานทางเศรษฐกิจ (ประจำเดือนกันยายน 2563)

บทความวิเคราะห์รายงานทางเศรษฐกิจ (ประจำเดือนกันยายน 2563)
 
          ข้อมูลเดือนกรกฎาคม 2563 จากตารางภาวะเศรษฐกิจและการเงิน จะเห็นว่าดัชนีราคาผู้บริโภคมีค่าสูงขึ้น เพราะราคาน้ำมันมีทิศทางในการปรับตัวที่สูงขึ้น ในขณะที่ราคาสินค้าจำพวกอาหารสดก็มีทิศทางปรับตัวขึ้นเล็กน้อย ส่งผลทำให้ราคามีทิศทางที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาในเดือนนี้ ส่วนภาคการผลิตยังมีแนวโน้มในการปรับตัวได้ดีขึ้น เนื่องจากมีการผ่อนปรนมากขึ้นจากผลกระทบจากโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลก ทำให้ในเดือนนี้ คำสั่งซื้อมีการปรับตัวได้มากขึ้นตามภาวะของเศรษฐกิจโลก ส่งผลให้ในเดือนนี้มีการผลิตสินค้าที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาในบ้าง ในขณะเดียวกันดุลการค้าปรับตัวดีขึ้นและยังมีทิศทางที่เป็นบวกอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากการนำเข้ายังมีค่าที่ไม่สูงมากเท่าไรนัก จึงทำให้ไม่น่าเป็นห่วง อย่างไรก็ตามภาวะการเงินยังทรงตัวไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลง โดยปริมาณเงินฝากและเงินให้สินเชื่อมีค่าลดลง เนื่องจากประชาชนได้ลดการออมลงหลังจากที่การลงทุนในประเภทอื่นๆ เริ่มมีความผันผวนลดลงตามปัจจัยเสี่ยงจากโควิด-19 ที่ได้เกิดขึ้น จึงส่งผลให้การออมเงินมีการหดตัวลงมา ในขณะที่การปล่อยสินเชื่อมีค่าน้อยลง เนื่องจากผู้ประกอบการได้มีการขอสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องในช่วงก่อนหน้าไปมากแล้ว ส่งผลให้การปล่อยสินเชื่อจึงมีการปรับตัวที่ลดลงไป อีกทั้งยังคงมีความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาหนี้เสียตามมาอีกด้วย

ตารางภาวะเศรษฐกิจและการเงิน

รายละเอียด

 เมษายน 63

พฤษภาคม 63

มิถุนายน 63

กรกฎาคม 63

ดัชนีราคาผู้บริโภค

99.75

99.76

101.32

101.99

ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม

74.91

77.21

81.12

84.28

อัตราการใช้กำลังการผลิต

51.27

52.34

55.07

56.01

ดุลการค้า

2,530.14

3,191.80

2,319.60

4,112.97

ดุลบัญชีเดินสะพัด

-654.05

63.54

-246.50

1,787.17

เงินฝาก

15,447.05

15,516.80

15,463.23

n.a.

เงินให้สินเชื่อ

16,799.96

16,918.30

16,511.57

n.a.

ที่มา: ธนาคารแห่งประเทศไทย
                             หมายเหตุ: ดัชนีราคาผู้บริโภค มีปีฐานคือ 2558  เงินฝาก/เงินให้สินเชื่อ มีหน่วยเป็น พันล้านบาท
                                                  อัตราการใช้กำลังการผลิต มีหน่วยเป็น ร้อยละ ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม มีปีฐานคือ 2559  
                       ดุลการค้า ดุลบัญชีเดินสะพัด มีหน่วยเป็น ล้านดอลลาร์สหรัฐอเมริกา

ภาวะอสังหาริมทรัพย์ เดือนกรกฎาคม 2563
     • ด้านอุปทาน
        - ที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จจดทะเบียนในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล เปรียบเทียบ ณ ก.ค. 62 กับ 63 มีรายละเอียดดังนี้

ปี

จำนวน(ยูนิต)

การเติบโต(%)

ณ ก.ค. 62

57,300

-25.71%

ณ ก.ค. 63

62,910

9.79%

ที่มา: ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์

       - ประเภทที่อยู่อาศัยที่มีการจดทะเบียน ณ ก.ค. 63 เรียงตามลำดับมีรายละเอียดดังนี้

ประเภท

จำนวน(ยูนิต)

สัดส่วน(%)

อาคารชุด

31,683

50.36

บ้านเดี่ยว

17,491

27.80

ทาวน์เฮ้าส์

9,886

15.72

บ้านแฝด

2,025

3.22

อาคารพาณิชย์

1,825

2.90

รวม

62,910

100.00

ที่มา: ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์


     • ด้านอุปสงค์
        -การโอนกรรมสิทธิ์ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล เปรียบเทียบ ณ ก.ค. 62 กับ 63 มีรายละเอียดดังนี้

ปี

จำนวน(ยูนิต)

การเติบโต(%)

ณ ก.ค. 62

110,670

-1.38%

ณ ก.ค. 63

103,972

-6.05%

ที่มา: ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์

       -ประเภทที่อยู่อาศัยที่มีการโอนกรรมสิทธิ์ ณ ก.ค. 63 เรียงตามลำดับมีรายละเอียดดังนี้

ประเภท

จำนวน(ยูนิต) 

สัดส่วน(%)

อาคารชุด

49,886

47.98

ทาวน์เฮ้าส์

30,906

29.73

บ้านเดี่ยว

15,097

14.52

บ้านแฝด

4,169

4.01

อาคารพาณิชย์

3,914

3.76

รวม

103,972

100.00

ที่มา: ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์

  • อัตราดอกเบี้ยที่อยู่อาศัยบุคคลทั่วไปลอยตัวเฉลี่ยของ 6 ธนาคารใหญ่ มีรายละเอียดดังนี้

ปี 63

อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย
6 ธนาคาร

อัตราดอกเบี้ยนโยบาย ธปท.

มกราคม

5.95

1.25

กุมภาพันธ์ 5.93 1.00
มีนาคม 5.83 0.75
เมษายน 5.50 0.75
พฤษภาคม 5.28 0.50
มิถุนายน-กรกฎาคม 5.24 0.50

ที่มา: ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์
                      หมายเหตุ: 6 ธนาคาร ประกอบ ธ.อาคารสงเคราะห์, ธ.กสิกรไทย, ธ.กรุงเทพ, 
             ธ.กรุงศรีอยุธยา, ธ.กรุงไทย และ ธ.ไทยพาณิชย์

 

สรุปภาพรวมภาวะอสังหาริมทรัพย์เดือนกรกฎาคม 2563

          ภาพรวมของอุปทานมีการปรับตัวเพิ่มขึ้น 9.79% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากผลกระทบจากสถานการณ์โรคระบาดโควิค-19 มีทิศทางที่ดีขึ้น จึงเริ่มทำให้ผู้ประกอบการมีแนวโน้มที่จะทำการพัฒนาโครงการออกมาบ้าง ส่งผลให้อุปทานในตลาดมีทิศทางที่ขยายตัวขึ้นมาได้ ในขณะเดียวกันทางด้านอุปสงค์ก็มีทิศทางที่ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 6.05% เพราะกำลังซื้อของผู้บริโภคยังมีแนวโน้มชะลอตัว ประกอบกับการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินยังมีความเข้มงวด เนื่องจากทิศทางของหนี้ด้อยคุณภาพมีการปรับตัวสูงขึ้น ทั้งนี้ที่อยู่อาศัยประเภทอาคารชุดยังมียอดการโอนกรรมสิทธิ์มากที่สุด รองลงมาคือ ทาวน์เฮ้าส์ และบ้านเดี่ยว ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยที่อยู่อาศัยและอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยทรงตัวอยู่ที่ 5.24% และ 0.50% ตามลำดับ
 

วิเคราะห์แนวนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดี*

                  
          การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในเดือน พ.ย. นี้ จะเป็นครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ เพราะเป็นการเลือกระหว่างสองขั้วที่สุดโต่ง ในด้านหนึ่งประธานาธิบดีทรัมป์ เป็นผู้นำโลกเสรีคนแรกในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ที่นำประเทศไปสู่ความแตกแยกทั้งในและต่างประเทศ เป็นผู้ไม่เคารพกฎเกณฑ์ หลักกฎหมายสากล ก่อข้อพิพาททั้งกับพันธมิตรและคู่แข่ง และนำประเทศถอยออกจากความร่วมมือระหว่างประเทศที่สหรัฐสร้างขึ้น ทำให้ความเสี่ยงสงครามมีมากขึ้น รวมถึงไม่รัดกุมในการป้องกัน COVID ทำให้ผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตสูงที่สุดในโลก แต่ก็เป็นประธานาธิบดีที่ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐในยุคก่อน COVID เติบโตอย่างแข็งแกร่ง อัตราการจ้างงานต่ำสุดในรอบกว่า 50 ปี การลงทุนภาคเอกชนขึ้นสูงสุดในรอบทศวรรษ ตลาดหุ้นขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และสามารถบังคับให้จีนเปิดประเทศและเคารพทรัพย์สินทางปัญญาอย่างที่ไม่เคยมีผู้นำสหรัฐคนใดทำได้มาก่อน
 
          ในอีกฝั่งหนึ่ง โจ ไบเดน ผู้ท้าชิงที่เป็นความหวังใหม่ เป็นผู้ที่ต้องการสร้างความเท่าเทียมกันทั้งในด้านเชื้อชาติ การศึกษา และโอกาสทางเศรษฐกิจ คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม พลิกฟื้นบทบาทของสหรัฐในเวทีโลก และหันกลับไปร่วมมือกับพันธมิตรมากขึ้น แต่ก็เป็นผู้สมัครที่อายุมากที่สุด มีนโยบายที่เป็นลบต่อเศรษฐกิจ เช่น จะขึ้นภาษี ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ และเพิ่มกฎระเบียบภาคธุรกิจ
 
          ณ ปัจจุบัน ประเด็นหลักที่ทั้ง 2 ฝ่ายตอบโต้กันคือ ประเด็นการบริหารจัดการ COVID รวมถึงประเด็นความขัดแย้งในสังคม แต่ประเด็นที่ทั้ง 2 ฝ่ายไม่ได้ให้ความสำคัญคือประเด็นเศรษฐกิจ ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่า ในช่วง 2 เดือนสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง ทั้ง 2 ฝ่ายอาจนำประเด็นนี้มาหาเสียงก็เป็นได้
ในภาพใหญ่ เศรษฐกิจสหรัฐในปัจจุบันเป็นลบต่อทรัมป์ แทบทุกครั้งในประวัติศาสตร์การเลือกตั้งสหรัฐ หากเศรษฐกิจประสบภาวะถดถอย (เช่นในปัจจุบัน) ประธานาธิบดีที่อยู่ในตำแหน่งจะแพ้การเลือกตั้ง อย่างไรก็ตามแทบทุกครั้งที่ผู้สมัครชิงตำแหน่งมีข้อเสนอที่จะขึ้นภาษี (แม้ว่าจะเป็นการขึ้นภาษีคนรวยก็ตาม) มักจะพ่ายแพ้การเลือกตั้งเช่นกัน ฉะนั้นในประเด็นเศรษฐกิจ อาจต้องพิจารณาในรายละเอียดของผู้สมัครทั้งสอง หรือแนวนโยบาย Bidenomics เทียบกับ Trumponomics
 
           ด้านนโยบาย Trumponomics นั้น ณ ปัจจุบันไม่มีการประกาศแนวนโยบายใหม่อย่างชัดเจน ดังนั้นจึงขอสรุปจากประสบการณ์ใน 3 ปีที่ผ่านมา อันได้แก่ 
          1. การลดภาษี 
          การลดภาษีนั้น นับเป็นนโยบายที่ให้แต้มต่อด้านเศรษฐกิจกับทรัมป์เป็นอย่างมาก โดยหลังจากที่ทรัมป์ได้รับเลือกเข้ามา 1 ปี ทรัมป์ก็สามารถลดภาษีนิติบุคคลจาก 35% เป็น 21% ปรับเปลี่ยนขั้นรายได้ของภาษีบุคคลธรรมดา (Tax bracket) และภาษีกิจการเจ้าของคนเดียว (Pass-through) ทำให้ประชาชนและเจ้าของกิจการบางส่วนจ่ายภาษีลดลง รวมถึงสนับสนุนให้ธุรกิจสหรัฐที่อยู่นอกประเทศนำเงินกลับมาในประเทศผ่านการลดภาษีด้วย ทำให้ธุรกิจมีรายได้หลังหักภาษีเพิ่มขึ้น จึงนำเงินได้ส่วนหนึ่งมาลงทุนเพิ่ม (วัดได้ทั้งจากคำสั่งซื้อสินค้าคงทน และอัตราการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรที่เพิ่มขึ้นมากในปี 2018) และเป็นส่วนผลักดันให้ GDP สหรัฐสูงขึ้น
 
          2. การลดกฎระเบียบ 
          ในด้านกฎระเบียบต่างๆ ทรัมป์ตั้งกฎเหล็กตั้งแต่รับตำแหน่งใหม่ๆ ว่า “One-in, Two-out” หรือหากจะเขียนกฎหมายใหม่ 1 ฉบับ จะต้องยกเลิกกฎหมายเก่า 2 ฉบับ ทำให้รัฐบาลทรัมป์ยกเลิกกฎระเบียบที่ล้าหลังไปเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะกฎหมายที่ไม่จำเป็น 16 ฉบับ ไม่รวมกฎระเบียบสถาบันการเงินที่รัดรึงและทำให้สถาบันการเงินทำธุรกิจยากลำบาก
 
          3. นโยบาย “อเมริกามาก่อน” (America First)
          ส่วนนโยบาย America First นั้น เป็นที่ทราบกันดีว่าเป็นนโยบายที่ทำให้โลกปั่นป่วน ทั้งการทำสงครามการค้ากับทุกประเทศโดยเฉพาะจีน การใช้ทุกเครื่องมือที่สหรัฐมีแต้มต่อ เช่น ด้านการเงิน ด้านเทคโนโลยี          ด้านการเป็นผู้นำในองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ กดดันทุกประเทศโดยเฉพาะจีน ซึ่งถึงแม้ว่าจะทำให้โลกและแม้แต่ธุรกิจในสหรัฐเองปั่นป่วน แต่ก็ทำให้สหรัฐได้ผลประโยชน์ในสิ่งที่ต้องการ
 
          ในส่วน Bidenomics นั้น ขอสรุปหลักปรัชญาใหญ่ 3 ประการ อันได้แก่ 
          1. เพิ่มความเท่าเทียม
          ประเด็นการเพิ่มความเท่าเทียมนั้น สิ่งที่ไบเดนเสนอ คือ การขึ้นภาษีนิติบุคคลจาก 21% เป็น 28% (อัตราสูงสุด) ขึ้นภาษีบุคคลธรรมดาจาก 37% เป็น 39.6% และเก็บภาษีความมั่งคั่ง โดยทีมงานของไบเดนคาดว่ารัฐจะได้รายได้จากการขึ้นภาษีดังกล่าวประมาณ 4 ล้านล้านดอลลาร์ เม็ดเงินดังกล่าวนั้นจะนำมาใช้สนับสนุนโครงการสวัสดิการสุขภาพ (โดยจะนำ Obamacare กลับมา) เพิ่มสวัสดิการให้กับผู้มีรายได้น้อย ชาวผิวสี สนับสนุนโครงการด้านการศึกษา การดูแลแม่และเด็ก ซึ่งจะใช้วงเงินรวม 7 ล้านล้านดอลลาร์ในระยะเวลา 10 ปี
นอกจากนั้น ไบเดนจะออกกฎระเบียบเพื่อคุมเข้มสถาบันการเงินและบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อไม่ให้ภาคธุรกิจใน Wall street “เอาเปรียบ” ประชาชนคนเดินดินหรือ Main street อีกด้วย
 
          2. สร้างสาธารณูปโภค
          ในประเด็นการสร้างสาธารณูปโภค ไบเดนมีแนวคิดจะซ่อม/สร้างสาธารณูปโภคด้านคมนาคม สิ่งแวดล้อม พลังงานทดแทน (ที่เรียกว่า Green new deal)
 
          3. เน้นนโยบายอุตสาหกรรม
          ประเด็นการเน้นนโยบายอุตสาหกรรมนั้น จะดำเนินการสนับสนุนงบประมาณแก่ภาครัฐในการซื้อสินค้าที่ผลิตในประเทศ (Buy American) ถึงกว่า 4 แสนล้านดอลลาร์ และให้งบวิจัยพัฒนากับผู้ผลิตของสหรัฐเองถึงกว่า 3 แสนล้านดอลลาร์อีกด้วย
 
          แม้จะเป็นแนวนโยบายที่เป็นความหวังใหม่ แต่ก็มีผู้ที่ไม่เห็นด้วยโดยเฉพาะการขึ้นภาษีในปัจจุบันท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังตกต่ำ โดยจากการคำนวณพบว่าภาระภาษีที่เพิ่มขึ้นจะตกอยู่กับผู้ที่มีรายได้สูงสุดเพียงแค่ 2% (Top 2%) ซึ่งส่วนใหญ่จะได้แก่เจ้าของธุรกิจ SMEs และผู้ประกอบวิชาชีพขั้นสูง (Professional) เช่น แพทย์ ทนายความ สถาปนิก วิศวกร เป็นต้น ซึ่งการขึ้นภาษีดังกล่าว ประกอบกับการออกกฎระเบียบใหม่ๆ จะฉุดรั้งเศรษฐกิจสหรัฐในระยะถัดไป
 
         กล่าวโดยสรุปจะเห็นได้ว่าผู้นำคนหนึ่งสร้างความแตกแยกทั้งในและต่างประเทศ แต่ก็ทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้ต่อเนื่อง ในขณะที่อีกคนหนึ่งก็เสนอจะสร้างความปรองดอง สมานฉันท์ แต่ก็จะกดดันให้เศรษฐกิจที่อ่อนแอเปราะบางมากยิ่งขึ้น ดังนั้นหลังจากนี้ไปอีกสองเดือนจะเป็นห้วงเวลาสำคัญที่จะตัดสินว่าใครจะกำหนดนโยบายเศรษฐกิจสหรัฐในสี่ปีข้างหน้า นักธุรกิจ นักลงทุน และผู้กำหนดนโยบายทั้งหลายจำเป็นที่จะต้องมีการติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อที่จะได้เตรียมตัวและรองรับกับความผันผวนที่จะเกิดขึ้นตามมาในอนาคตได้เป็นอย่างดี
 
 
วิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจโลกในระยะข้างหน้า
 
 
          เศรษฐกิจโลกขณะนี้จะรู้สึกว่ามีปัญหามาก โดยแนวโน้มเศรษฐกิจโลกในช่วง 6-12 เดือนข้างหน้า มีปัจจัยที่ต้องติดตามซึ่งน่าจะส่งผลอย่างมากต่อเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของคนทั่วโลก โดยมีรายละเอียดดังต่อนี้
 
          ปัจจัยที่ 1 คือ การระบาดของโควิด-19 ที่ยังไม่สงบแต่กำลังเป็นปัญหาต่อเนื่องทั่วโลก ทั้งในประเทศที่ยังไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ในรอบแรกและการระบาดรอบ 2 ที่เกิดขึ้นในหลายประเทศที่ควบคุมการระบาดได้ดีในรอบแรก เช่น จีน ญี่ปุ่น ฮ่องกง สิงคโปร์ เวียดนาม และล่าสุดนิวซีแลนด์ที่ต้องกลับมาล็อกดาวน์บางส่วนของประเทศอีก ยอดผู้ติดเชื้อโควิดทั่วโลกล่าสุดได้เพิ่มขึ้นมากกว่า 21 ล้านคน ยอดสะสมของผู้เสียชีวิตกว่าเจ็ดแสนห้าหมื่นคนและตัวเลขเพิ่มขึ้นทุกวัน ทั้งตัวเลขผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตที่ไม่มีท่าทีว่าจะลดลง
 
          ปัจจัยที่ 2  คือ ภาวะตกต่ำทางเศรษฐกิจที่เป็นผลจากการระบาดของโควิด-19 โดยเฉพาะในประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ เช่น สหรัฐอเมริกา อินโดนีเซีย เม็กซิโก รัสเซีย ตุรกี ซาอุดิอาระเบีย อัฟริกาใต้ อินเดีย บราซิล ทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกช่วง 6 –12 เดือนข้างหน้าจะมีข้อจำกัดมาก กระทบการค้าระหว่างประเทศ การใช้จ่ายภายในประเทศ การท่องเที่ยว และฐานะการเงินของบริษัท ทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกจะใช้เวลาและล่าช้าออกไป ที่สำคัญคนจะตกงานมากจนการไม่มีงานทำจะเป็นปัญหาใหญ่ทั่วโลก เรื่องนี้ องค์กรแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) เคยประเมินเมื่อเดือนมิถุนายนว่าในกรณีที่การระบาดของโควิด-19 ยึดเยื้อ มีการระบาดรอบ 2 การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ชะลอจะทำให้ชั่วโมงทำงานในเศรษฐกิจโลกลดลง 12% เท่ากับจำนวนคนว่างงานประมาณ 340 ล้านคน ซึ่งตัวเลขอาจดูต่ำไปในสถานการณ์ปัจจุบัน
 
          ความตกต่ำของภาวะเศรษฐกิจจะทำให้เศรษฐกิจโลกถลำเข้าสู่ภาวะถดถอยรุนแรง และภาครัฐจำเป็นต้องใช้จ่ายมากขึ้นเพื่อบรรเทาผลกระทบ ในประเทศอุตสาหกรรมที่ฐานะการคลังยังไม่เป็นปัญหา รัฐบาลจะต้องกู้เงินมากขึ้นเพื่อลดทอนผลกระทบ แต่ในประเทศตลาดเกิดใหม่ที่ฐานะการคลังมักมีข้อจำกัด การกู้เงินมากขึ้นจะทำให้ประเทศเสี่ยงต่อการเกิดวิกฤติการคลัง เป็นข้อจำกัดที่จะทำให้การแก้ปัญหาเศรษฐกิจทำได้ยาก และเสี่ยงต่อการเกิดทั้งวิกฤติหนี้และวิกฤติการคลังตามมา สำหรับประเทศที่พึ่งพาเศรษฐกิจโลกเพื่อการเติบโต ผ่านการค้า การลงทุนและการท่องเที่ยว เช่นไทย เศรษฐกิจโลกที่เข้าสู่ภาวะถดถอยรุนแรงจะยิ่งสร้างข้อจำกัดต่อการฟื้นตัว ทำให้การฟื้นตัวต้องอาศัยปัจจัยภายในประเทศอย่างเดียว หมายความว่าถ้าภาวะตกต่ำของเศรษฐกิจโลกยืนระยะนาน 2 –3 ปี เศรษฐกิจเหล่านี้ก็จำเป็นที่ต้องปรับตัวเพื่อให้สามารถอยู่ได้ในช่วงที่โควิดยังระบาด และช่วงหลังโควิดที่เศรษฐกิจโลกจะเปลี่ยนไม่เหมือนเดิม ทั้งนี้โลกธุรกิจจะเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิมใน 4 ด้าน คือ 
          1. ความตึงเครียดระหว่างจีนกับสหรัฐที่จะมีมากขึ้นในหลายมิติ จะกระทบการค้าระหว่างประเทศ และเป็นอุปสรรคต่อการค้าเสรี
          2. การกลับทางของโลกาภิวัตน์ที่บริษัทต่างประเทศจะเลือกลงทุนนอกบ้านน้อยลง เพื่อลดความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทาน
          3. การว่างงานจะเพิ่มขึ้นจากการสูญเสียตำแหน่งงานให้กับเทคโนโลยี 
          4. เศรษฐกิจที่เติบโตลดลง จะทำให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำมีมากขึ้น ทั้งหมดนี้จะสร้างปัญหามากต่อเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของคนในประเทศ
 
          ปัจจัยที่ 3 คือ เสถียรภาพการเมืองในประเทศที่จะเปราะบางมากขึ้นจากการประท้วงของคนในประเทศต่อการทำหน้าที่ของรัฐบาลในการแก้ปัญหาและจากความตกต่ำทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น มองว่ารัฐบาลไม่สามารถแก้ไขปัญหาและบริหารประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ การประท้วงของประชาชนจึงเป็นเรื่องที่ประมาทไม่ได้ และนับวันจะมีมากขึ้น เป็นสิ่งที่สะสมมาตั้งแต่ก่อนโควิด เพราะประชาชนไม่เชื่อมั่นในระบบการเมืองและผิดหวังในความสามารถของรัฐที่จะแก้ปัญหา ประเด็นเกี่ยวกับเรื่องนี้สถาบันคาร์เนกี้เพื่อสันติภาพสากล(Carnegie Endowment for International Peace) รายงานว่าในช่วงปี 2018 – 2020 มีการประท้วงรัฐบาลกว่า 100 ครั้งทั่วโลก นำมาสู่การเปลี่ยนรัฐบาลหรือผู้นำทางการเมืองกว่า 30 เหตุการณ์ มากสุดก็ที่อเมริกาใต้ และรุนแรงสุดที่ตะวันออกกลาง สำหรับปี 2020 ที่มีการระบาดของโควิด-19 มีการประท้วงของประชาชนแล้วในกว่า 30 ประเทศทั่วโลก โดยประท้วงเรื่องความสามารถในการแก้ปัญหาโควิดของรัฐบาล การใช้อำนาจโดยมิชอบ ปัญหาการว่างงาน การทุจริตคอร์รัปชั่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ความชอบธรรมของรัฐบาล เรื่องผิว และระบบยุติธรรม 
 
          อย่างไรก็ตามสิ่งที่น่าเป็นห่วง คือ ถ้าภาวะตกต่ำของเศรษฐกิจรุนแรงขึ้น การระบาดของโควิดยึดเยื้อ ขณะที่ประชาชนไม่มีงานทำ ไม่มีรายได้ ความโกรธและความไม่พอใจของประชาชนก็จะยิ่งมีมากขึ้น อาจนำไปสู่ความไม่มีเสถียรภาพของการเมืองในประเทศ ล่าสุดที่เลบานอนมีการเปลี่ยนรัฐบาลจากผลของระเบิด ปัจจัยการเมืองเหล่านี้ จึงเป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ ต้องให้ความสำคัญและระมัดระวังมาก ในขณะที่ประเทศไทยเองก็ต้องระวังปัจจัยทั้ง 3 เรื่องนี้เช่นเดียวกัน เพื่อไม่ให้เกิดเป็นปัญหาใหญ่ที่จะกระทบเศรษฐกิจของประเทศอย่างรุนแรง การหลีกเลี่ยงต้องเริ่มจากนโยบายสาธารณสุขและการเปิดประเทศที่ระมัดระวัง เพื่อลดความเสี่ยงของการระบาดรอบ 2 ใช้ทรัพยากรการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างตรงจุดและไม่รั่วไหล เสริมด้วยการแก้ไขปัญหาการเมืองด้วยการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายเพื่อประโยชน์ของคนทั้งประเทศ ซึ่งจะเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดผลกระทบทางเศรษฐกิจของประเทศให้ลดน้อยลงไปได้

 


_______________
* แหล่งที่มาของข้อมูล : ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ "Global Vision"

 

 

กลุ่มข้อมูลและวางแผนสื่อสารองค์กร
ฝ่ายสื่อสารองค์กร

บทความเศรษฐกิจ

วันที่ 18 กันยายน 2563

226 Views

BAM Mobile Application

ค้นหาทรัพย์ง่ายๆ เพียงปลายนิ้วสัมผัส

บริการฝากขาย
อสังหาฯ
ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย